สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ (พ.ศ. ๒๐๗๖) |
ไข้ทรพิษระบาด ( พ.ศ. ๒๐๗๒–๒๐๗๖)
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ ทรงประชวรด้วยไข้ทรพิษจนถึงแก่สวรรคต พ.ศ. ๒๑๑๗
(สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พ.ศ. ๒๑๑๒-๒๑๓๓
เกิดไข้ทรพิษระบาด และมีสมเด็จเจ้าลูกยาเธอป่วยด้วยไข้ทรพิษ (บางท่านสันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรป่วยขณะนำทัพไปตีเวียงจันทน์ ) “ศักราช ๙๓๖ จอศก (พ.ศ. ๒๑๑๗) น้ำมากนัก ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทรงพระประชวรทรพิศม์”
|
สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. ๒๑๔๘–๒๑๕๓) |
การเรียกเอายาจากหัวเมือง
เมื่อโรงพระโอสถสองแห่งของราชสำนักที่อยู่ในเมืองต้องการตัวยาจากหัวเมืองต่างๆ นอกเหนือไปจากการซื้อหาจากตลาด ราชสำนักอยุธยาจะมีสารตราไปบอกตามหัวเมืองให้ส่งเครื่องยาที่ต้องการส่งมายังกรุงศรีอยุธยา ดังมีปรากฏใน กฎหมายพระธรรมนูญ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเอกาทศรถ ความว่า “มาตรา ๒๕ ตราคนมือขวาถือค้อนระวัง ขุนเทเพนทรบดีเทพศรีสมุหะ พระตำรวจหลวงกลางได้ใช้ไปแก่กรรมการแลหัวเมืองเล็ก เรียกสิ่งยา สิ่งดี เลือด ตับ พุง แลยาง แต้วหางนกยูง…”
|
สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๕๔–๒๑๗๑) |
|
การชันสูตรศพโดยชาวโปรตุเกส
ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าชาวโปรตุเกสทำหน้าที่เป็นแพทย์ชันสูตรศพด้วย จากกรณีการตายของพ่อค้าชาวอังกฤษชื่อ เบนจามิน แฟร์ มีการสันนิษฐานว่า น่าจะเสียชีวิตจากการถูกวางยาพิษ แล้วมีการให้ชาวโปรตุเกสทำหน้าที่ชันสูตรศพ
การตั้งโรงพยาบาลโดยชาวโปรตุเกส (พ.ศ. ๒๑๖๒)
มีหลักฐานแสดงถึงการตั้งโรงพยาบาลของชุมชนโปรตุเกสในอยุธยา โดยมีจดหมายจากอุปราชโปรตุเกสแห่งเมืองกัวมาถึงกัปตันกาซปาร์ ปาเชกู ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าชุมชนโปรตุเกสในอยุธยา เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๑๖๒ ชักชวนให้ผู้คนร่วมกันสร้างเรือนรักษาหรือโรงพยาบาลขึ้นที่ท่าเรือเหมือนที่เคยมีมาก่อน สันนิษฐานว่าเรือนรักษาหรือโรงพยาบาลนี้จะทำหน้าที่ในการดูแลรักษาชนชาติยุโรปอื่นๆ นอกเหนือจากชาวโปรตุเกสด้วย
ตำราพระโอสถพระนารายณ์มีความสำคัญในฐานะที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์การแพทย์ของไทยในสมัยอยุธยาตอนกลาง ซึ่งมีผู้นำมาวิเคราะห์ศึกษาต่ออีกมากมายหลายท่าน ทำให้ได้ทราบถึง แนวคิดและวิธีวิทยาของการแพทย์แผนไทยแต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในเรื่องร่างกายว่าประกอบด้วยธาตุสี่ เรื่องที่มาของโรคว่ามาจากการใช้ยาเพื่อปรับธาตุ เรื่องสมมุติฐานของโรคที่เกิดจากสมุฏฐาน ๔ ประการขาดความสมดุล
|
โรงพยาบาลแห่งแรกของพวกบาทหลวงฝรั่งเศส (พ.ศ. ๒๒๑๒) |
พระสังฆราช หลุยส์ ลาโน (Luis Laneau) ประมุขมิซซังสยามคนแรก ได้สร้างโรงพยาบาลเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๑๒ โดยเป็นอาคารเล็กๆ รับผู้ป่วย ๓–๔ คน ก่อนจะเพิ่มเป็น ๑๐ คน ในปี พ.ศ. ๒๒๑๕ โดยพระสังฆราชลาโนที่มีความรู้ในด้านการรักษาพยาบาลรับหน้าที่ในการดูแลรักษา
ต่อมาโรงพยาบาลของพวกบาทหลวงฝรั่งเศสในกรุงศรีอยุธยาฯ มีการขยายตัวมากกว่าเดิม ในโรงพยาบาลมีอาคาร ๒ หลัง แบ่งเป็นอาคารที่พักชาย ๑ หลัง หญิง ๑ หลัง ใกล้ๆ กับโรงพยาบาลมีโรงจ่ายยา มีผู้มาเข้าโรงพยาบาลประมาณ ๕๐-๙๐ คน รักษาคนไข้ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ คนทุกๆ วัน ยาที่โรงพยาบาลแจกให้คนไข้ใช้มากที่สุดคือ น้ำมันและน้ำเสก ซึ่งในบันทึกอ้างว่า ยาออกฤทธิ์ดีมาก เพราะทำการปลุกเสกน้ำเสกตามวิธีการที่กำหนดในหนังสือจารีต พระสังฆราชลาโนต้องออกไปเยี่ยมผู้ป่วยทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๙ โมงเช้าถึงบ่ายสามหรือสี่โมง ความสำเร็จในการรักษาพยาบาลโดยไม่ได้เรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ ทำให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงพระราชทานเก้าอี้ลงทองตัวหนึ่ง “คล้ายกับธรรมมาสน์ของพระสังฆราชองค์ใหญ่ที่สุดของพวกพระภิกษุ” มาให้น้ำมันและน้ำเสก ความเชื่อเหนือธรรมชาติของชาวตะวันตก: พระสังฆราชลาโน ได้ให้บาทหลวงเดอ ชังเดอบัว ดูแลกิจการของโบสถ์ที่เมืองบางกอกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๒๑๗ บาทหลวงเดอ ชังเดอบัว ที่เป็นผู้มีศรัทธาอย่างมาก ได้ให้ยาที่ดูว่าสามัญมากแก่ผู้ป่วย คือ ให้น้ำหรือน้ำมันเสก ซึ่งเมื่อผู้ป่วยใช้ล้างหรือทาไปครั้งหนึ่ง จะรู้สึกว่าหายป่วย คนที่มีแผลฝีเต็มร่างกายก็หาย คนที่ตาบอดก็กลับมองเห็น ที่หูหนวกก็ได้ยิน ที่เป็นโรคเรื้อน โรคท้องมานก็หาย เชื่อว่าความเชื่อความศรัทธานั้นมีผลอย่างมากกับการหายป่วยของคนเหล่านั้น |